วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554

พระธาตุนาดูน



 พระธาตุนาดูน 




  ความเป็นมาขององค์พระธาตุนาดูน 

              อำเภอนาดูน เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณแห่งหนึ่งที่มีประวัติอันยาวนาน โดยบริเวณที่ตั้งของอำเภอนาดูนคือ เมืองจัมปาศรีที่เจริญรุ่งเรือนในสมัยทวารวดี  เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-15 ซึ่งมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่ค้นพบมากมาย สรุปความดังนี้
          ถิ่นฐานอารยธรรมจัมปาศรีในอดีตกาล สันนิษฐานได้ว่ามีความเจริญรุ่งเรืองมา 2 ยุค คือ
     1.   ยุคทวารวดี  ระหว่าง  พ.ศ. 1000-1200
     2.   ยุคลพบุรี     ระหว่าง  พ.ศ. 1600-1800
         
           ในราวพุทธศตวรรษที่ 13-16 ภายในตัวเมืองและนอกเมืองมีเจดีย์สมัยทวารวดีอยู่ 25 องค์ (ขณะนี้ได้ขุดค้นพบแล้ว 10 องค์) เจ้าผู้ครองเมืองนครจำปาศรี นับตั้งแต่ พระเจ้ายศวรราช ได้สร้างสถานที่สักการะบูชาในพิธีทางศาสนาพราหมณ์และพุทธ เช่น เทวาลัย ปรางค์กู่ เป็นต้น  ซึ่งถือว่าได้เจริญรุ่งเรืองทั้งในด้านศาสนา  วัฒนธรรม และการปกครอง จนถึงขีดสุดแล้วได้เสื่อมถอยลงจนถึงยุคอวสานในสมัยพระเจ้าฟ้างุ่มแหล่งหล้าธรณี

  ประวัติการขุดพบองค์พระธาตุนาดูน 

          ในปีพุทธศักราช 2522 กรมศิลปากรและราษฎร์ในตำบลนาดูนได้ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุจากเนินดินที่เป็นซากโบราณสถาน ในบริเวณที่นาของ นายทองดี ปะวะภูตา ราษฎร์บ้านนาดูน ท้องที่หมู่ที่ 1 ตำบลนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ได้พระพิมพ์ต่างๆเป็นจำนวนมาก ข่าวการขุดค้นพบพระพิมพ์ดินเผาได้แพร่ กระจายออกไป ทำให้ประชาชนที่ทราบข่าวเดินทางมา ขุดค้นอย่างมากมาย และหน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ได้เข้ามาทำการขุดแต่งโบราณสถานตรงที่ขุดพบพระพิมพ์เพื่อรักษาสภาพสถูปองค์เดิมไว้แต่กระทำไม่สำเร็จเพราะฝูงชนจำนวน มหาสาร ได้เข้ามาแย่งชิงค้นหาพระพิมพ์ เจ้าหน้าที่หน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ต้องยุติการขุดแต่งและปล่อยให้ประชาชนขุดค้นหาต่อไป จนกระทั่งวันที่ 8 มิถุนายน 2522 นายบุญจันทร์ เกศแสนศรี นักการพานโรงสำนักที่ดินอำเภอนาดูน และได้ขุดค้นพบสถูปพระบรมสารีริกธาตุมีสัณฐานดังเกล็ดแก้วประดิษฐ์สถานในผอบ 3 ชั้น ชั้นในเป็นทองคำ ชั้นกลาวงเป็นเงิน ชั้นนอกเป็นสำริด สวดซ้อนกันเรียงตามลำดับ และบรรจุอยู่ในสถูปจำลองอีกชั้นหนึ่ง เป็นสถูปโลหะ ทรงกลมสูง 24.4 เซนติเมตร ถอดออกเป็น 2 ส่วน ส่วนยอดสูง 12.3 เซนติเมตร ส่วนองค์สถูปสูง 12.1 เซนติเมตร นอกจากนั้นที่ด้านหลังพระพิมพ์บางองค์ยังมีจารึกเป็นภาษาขอมโบราณและมอญโบราณ  รัฐบาลได้เห็นความสำคัญของศิลปะโบราณวัตถุเล่านี้จึงได้ดำเนินการก่อสร้างพระธาตุนาดูนขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ โดยบริเวณรอบๆ

           ชาวจังหวัดมหาสารคาม คาดการณ์ว่า อุบัติการณ์ของพระบรมสารีริกธาตุครั้งนี้นับเป็นนิมิตหมายอันดี แก่ชาวจังหวัดมหาสารคามอย่างยิ่ง สมควรสร้างพระสถูปเจดีย์ประดิษฐาน ไว้ให้ถาวรมั่นคง เป็น ปูชนียสถานและสิริมงคลแก่ภูมิภาคนี้ต่อไป และเพื่อสืบทอดพระบวรศาสนาตามแนวทางแห่งบรรพชน จึงจัดสร้างโครงการพุทธมณฑลอีสานขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ พุทธศักราช 2525-2529 ประกอบด้วยสถานที่สำคัญ คือ เจดีย์พระธาตุนาดูนที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ศูนย์พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมจำปาศรี เพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับ อานาจักร จัมปาศรี นครโบราณของบริเวณนี้ซึ่งอยู่ในสมัยทวารวดี อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-16 ประกอบด้วย วัด ส่วนรุกขชาติ สวนสมุนไพร ศาลาพัก แหล่งน้ำ และถนน กำหนดพื้นที่ก่อสร้าง ณ โคกดงเค็ง มีปริมณฑล 902 ไร่เศษ เจดีย์พระธาตุนาดูน มีลักษณะประยุกต์จากสถูปจำลองที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ กับลักษณะศิลปากร แบบทวารวดีออกแบบและดำเนินการสร้างโดยกรมศิลปากรสูง 50.50 เมตร ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 35.70 เมตร พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีได้ประกอบ พิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2528 ก่อสร้างสำเร็จบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2529 สิ้นค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 7,580,000 บาท (เจ็ดล้านห้าแสนแปดหมื่นบาทถ้วน) ครั้นวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 พระบาทสมด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมงกุฏราชกุมารเสด็จพรัราชดำเนินแทนพระองค์มาทรงประกอบพิธีอันเชิญพระบรมสารีริกธาตุเข้าบรรจุ ในองค์ เจดีย์พระธาตุนาดูนนี้

  ลักษณะโครงสร้างองค์พระธาตุนาดูน  

รูปลักษณะพระธาตุนาดูน จำลองแบบจากสถูปสำริดที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ฐานประยุกต์แบบศิลปทวาราวดี ฐานกว้าง 35.70 * 35.70 เมตร มีความสูงจากฐานถึงยอด 50.50 เมตร ฐานรากและโครงสร้างทั่วไปเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ทั้งหมด ผนังภายนอกพระธาตุส่วนใหญ่ทำด้วยหินล้างเบอร์ 4 บางแห่งฉาบปูนเรียบสีขาว มีลวดลายลวดบัว เสาบัวต่าง ๆ จำลองแบบ พระเครื่องพิมพ์ต่าง ๆ ที่ขุดพบมาประดิษฐานพระธาตุจำนวน 32 รูป และมีมารแบกปั้นเป็นแบบนูนสูงประดับที่ฐาน จำนวน 40 ตัว
ตัวองค์พระธาตุจะแบ่งออกเป็น 16 ชั้น ลักษณะการก่อสร้างแบบคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด ภายในโปร่ง จากฐานรากขึ้นไปชั้นที่ 1 สูง 3.7 เมตร

  ชั้นที่ 1   

          คือฐานรากมีจำนวนฐานททั้งหมด 105 ฐาน มีเสาขึ้นจากฐานทั้งหมด 144 ต้น ส่วนฐานที่เป็นองค์พระธาตุมีลักษณะกลม มีเสาทั้งหมด 16 ต้น ชั้นที่ 1 มีพื้นทางเดินโดยรอบ และมีซุ้มประตูลายปูนปั้น 4 ประตูประจำทิศ ผนังประดับด้วยกระเบื้องด่านเกวียนศิลปะของ ภาคอีสาน พื้นปูด้วยกระเบื้องเซรามิก 6 เหลี่ยม ผนังทั่วไปทำด้วยหินล้าง

  ชั้นที่ 2    

          สูงจากชั้นที่หนึ่ง 5.00 เมตร โครงสร้างมีเสาทั้งหมด 86 ต้น มีพื้นที่โดยรอบ สำหรับก่อสร้างเจดีย์องค์เล็กประจำทิศเหนือ ทั้ง 4 และพระพุทธรูปประจำซุ้ม 4 องค์ ผนังประกอบด้วยปูนปั้นเป็นรูปเสามีบัวเหนือเสา พื้นปูด้วยกระเบื้องเซรามิก 6 เหลี่ยม ผนังทั่วไป ทำด้วยหินล้างและประดับกระเบื้องด่านเกวียน

  ชั้นที่ 3    

          สูงจากชั้นที่สอง 4.80 เมตร โครงสร้างมีเสาทั้งหมด 44 ต้น มีพื้นโดยรอบ สำหรับก่อสร้างเจดีย์องค์เล็กประจำทิศเฉียง 4 องค์ เช่นเดียวกับชั้นที่ 2 พื้นปูด้วยกระเบื้อง เซรามิก 6 เหลี่ยม ผนังทั่วไปทำด้วยหินล้าง

  ชั้นที่ 4   

          สูงจากชั้นที่สาม 1.60 เมตร ประกอบด้วยฐาน 8 เหลี่ยม เป็นชั้นเริ่มต้นของ ตัวองค์พระธาตุ โครงสร้างประกอบด้วยเสาทั้งหมด 24 ต้น ผนังทั่วไปทำด้วยหินล้าง

  ชั้นที่ 5   

          สูงจากชั้นที่สาม 1.00 เมตร ประกอบด้วยฐานบัวกลม โครงสร้างประกอบ ด้วยเสาทั้งหมด 16 ต้น ผิวภายนอกทำด้วยหินล้าง ชั้นที่ 5 ถึงชั้นที่ 10มีความสูง 11.00 เมตรเป็นตัวองค์ระฆังของพระธาตุโดยเฉพาะ

  ชั้นที่ 8       
  
      จะเป็นชั้นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ โครงสร้างประกอบด้วยเสาทั้งหมด 16 ต้น จนถึงชั้นที่ 9

  ชั้นที่ 10   

          ชั้นที่ 10 ลดเหลือเสา 9 ต้นลักษณะองค์ระฆังภายนอกทำด้วยหินล้างทั้งหมด เป็นชั้นบัลลังก์ ลักษณะโครงสร้างมีเสาทั้งหมด 5 ต้น ผนังทำด้วยหินล้าง

 ชั้นที่ 11

          ชั้นที่ 11 ถึงชั้นที่ 14 มีความสูง 4.60 เมตร เป็นชั้นบัลลังก์ประกอบด้วยลักษณะทรงกลมมีลายปูนปั้นเป็นกลีบบัว โครงสร้างประกอบด้วยเสา 5 ต้น ผนังทำด้วยหินล้างทั้งหมด

  ชั้นที่ 14-16   

          ชั้นที่14 ถึงชั้นที่ 16มีความสูง 6.80 เมตร เป็นชั้นปล้องไฉน มีทั้งหมด 6 ปล้อง โครงสร้างประกอบด้วยเสาแกนต้นเดียว ปล้องไฉนทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ผิวทำด้วยหินล้าง ในส่วน ชั้นที่ 16 ถึงยอดคือปลียอด มีชั้นปลี ชั้นลูกแก้ว และะชั้นฉัตรยอด โครงสร้าง ประกอบด้วยเสาแกนต้นเดียว ผนังผิวทำด้วย หินล้างโดยรอบ ส่วนฉัตรยอดบุด้วยโมเสกแก้วสีทอง

   การเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยว   

              เดินทางจากตตัวเมืองมหาสารคามใช้เส้นทางหมายเลข 2040 ผ่านอำเภอแกดำ อำเภอวาปีปทุม แล้วเลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหมายเลข 2045 ถึงอำเภอนาดูน ห่างจากตัวเมืองมหาสารคาม ประมาณ  65 กิโลเมตร

แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงเหียน

             แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง  เหียน (BanChiangHian)   อยู่ที่บ้านเชียงเหียน ตำบลเขวา อำเภอเมือง ฯ มีลักษณะเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ ผังเมืองเป็นรูปกลมรีมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ กิโลเมตร มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ มีคันดิน ๓ ชั้น คูน้ำ ๒ ชั้น ด้านนอกตัวเมืองโบราณมีเนินดินโบราณคดีอีก ๕ แห่ง ได้แก่ ดอนข้าวโอ ดอนปู่ตา ดอนย่าเฒ่า ดอนยาคู และหอนาง จากการขุดค้นครั้งแรก ได้พบโครงกระดูกมนุษย์ มีเครื่องใช้สำริดฝังร่วมอยู่ด้วยหลายโครง ต่อมาได้ขุดค้นพบว่ามีชั้นดินลึกประมาณ ๖ เมตร ชั้นดินล่างสุด แสดงถึงการเริ่มต้นอยู่อาศัยในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีอายุประมาณ ๒,๐๐๐ - ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว พบภาชนะดินเผาเนื้อหยาบ ภาชนะดินเผาเคลือบ และภาชนะดินเผาเนื้อแกร่ง ชั้นดินด้านบนสุด พบหลักฐานการอยู่อาศัยของคนยุคปัจจุบัน

  ภาพแผนที่ตำแหน่งส่วนต่างๆ ของ  แหล่งโบราณคดี        ภาพแผนที่ตำแหน่งส่วนต่างๆ ของแหล่งโบราณคดี ซึ่งปัจจุบันบางส่วนภูมิประเทศได้แปรเปลี่ยนสภาพเป็นที่ดิน ที่อยู่อาศัย หรือที่ทำมาหากินของชาวบ้านเชียงเหียน
หมายเลข 1.  คือ สระแก้ว  ที่ตั้งของศาลเจ้าแม่สองนาง
หมายเลข 2.  คือ บึงหว้า
หมายเลข 3.  คือ บึงบ้าน
หมายเลข 4.  คือ บึงสิม  ที่ตั้งของศาลปู่ตา
หมายเลข 5.  คือ บึงบอน
หมายเลข 6.  คือ หนองขอนพาด
หมายเลข 7.  คือ หนองหลุมเพาะ  เชื่อว่าเป็นที่หลบภัยชาวบ้านเวลาเกิดสงคราม  ปัจจุบันเป็นพื้นที่นาของชาวบ้าน
หมายเลข 8.  คือ ดอนอัญญาเฒ่า เชื่อว่าเป็นที่ฝังศพเจ้าเมืองคนแรก
หมายเลข 9.  คือ ดอนญาคู  พื้นที่ดอนญาคูและดอนอัญญาเฒ่าส่วนใหญ่ถูแปรเปลี่ยนเป็นที่นาส่วนบุคคล
หมายเลข 10.  คือ ทุ่งสนามชัย  ที่ซ้อมรบในสมัยก่อน
            บึงและหนองเหล่านี้คือคูน้ำล้อมรอบเมืองเป็นลักษณะของวัฒนธรรมทวารวดี  เหนือจากหนองขอนพาดเป็นคูสามชั้นซึ่งปัจจุบันกลายเป็นที่ราบเพราะเจ้าของพื้นที่ได้ตักดินไปขายแล้ว ซึ่งบึงเหล่านี้เป็นที่เลี้ยงปลาเปิดประมูลให้เช่าสร้างรายได้ให้แก่หมู่บ้านและเพื่อการเกษตรของชาวบ้าน

   พิพิธภัณฑ์บ้านเชียงเหียน  
         พิพิธภัณฑ์บ้านเชียงเหียนเสมือนเป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงความทุ่มเทและเสียสละของอาจารย์บุญหมั่น คำสะอาด ในการที่จะสร้างสรรค์และจรรโลงคุณค่าของศิลปะวัฒนธรรมในบ้านเกิดของตนเองให้กับลูกหลานได้รับรู้ โดยใช้เวลาสะสมวัตถุต่างๆ ยาวนานกว่า 50 ปี ภายในพิพิธภัณฑ์ชั้นบนมีการจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ของชาวอีสานตามประวัติศาสตร์บ้านเชียงเหียน และวัตถุอื่น ๆ เช่น กะโหลก เขาควาย ชั้นล่างจัดแสดงผลงานศิลปะของอาจารย์บุญหมั่น คำสะอาด และผลงานของศิลปิน นิสิต นักศึกษาที่หมุนเวียนกันมาจัดแสดงตลอดทั้งปี ตั้งอยู่บนเส้นทางมหาสารคาม-ร้อยเอ็ด ห่างตัวจังหวัดราว 7 กิโลเมตร เมืองมหาสารคาม




วนอุทยานโกสัมพี...


   วนอุทยานโกสัมพี  


   วนอุทยานโกสัมพี (KOSUMPEE FOREST PARK)  

          ตั้งอยู่ในเขตท้องที่เขตเทศบาลเมืองโกสุมพิสัย อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม บริเวณ เขตวนอุทยานโกสัมพี มีเนื้อที่ ประมาณ 125 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ดำเนินการ 2 ส่วน พื้นที่ส่วนที่ 1 ใช้สร้างอาคารสำนักงาน บ้านพักรับรอง บ้านพักเจ้าหน้าที่และอื่น ๆ พื้นที่ส่วนที่ 2 ใช้เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าใช้สำหรับศึกษาธรรมชาติ และพักผ่อนอันประกอบไปด้วยป่าไม้ ลำน้ำชี แก่งตาด ลานข่อย และฝูงลิงแสม

  ประวัติวนอุทยานโกสัมพี  
          เดิมพื้นที่วนอุทยานโกสัมพี เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ดอนมเหศักดิ์) ตั้งอยู่บ้านคุ้มกลาง ตำบลหัวขวาง ในเขตเทศบาล ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม อยู่ติดแม่น้ำชี และมีองค์หลวงพ่อมิ่งเมือง ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้าน คู่เมืองของชาวอำเภอโกสุมพิสัยกราบไหว้บูชา นอกจากนี้ยังมีดอนปู่ตา พื้นที่มีสภาพเป็นป่าไม้เบญจพรรณ ต้นไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้ยืนต้นขึ้นเป็นจำนวนมากและมีฝูงลิงแสมอาศัยอยู่เป็นจำนวน กว่า 500 ตัว ป่าหนองบุ่งแห่งนี้ เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ มีศาลเจ้าปู่ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวอำเภอโกสุมพิสัยแม้แต่ลิงแสมที่อาศัยอยู่เขตวนอุทยานโกสัมพีก็เชื่อกันว่า เป็นลิงของเจ้าปู่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
          แต่เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรงทางจังหวัดมหาสารคามจึง ได้เสนอขอให้กรมป่าไม้มาดำเนินการจัดการ พื้นที่สาธารณประโยชน์แห่งนี้ให้เป็นวนอุทยานเพื่อให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนโดยทั่วไปและกรมป่าไม้โดยส่วนอุทยานแห่งชาติ จึงได้เข้ามาดำเนินการแต่งตั้งเป็นวนอุทยาน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2519 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันโดยมีชื่อว่า "วนอุทยานโกสัมพี"

   ลักษณะโดยทั่วไป   
          แต่เดิมป่าแห่งนี่ จัดเป็นวัฒนธรรม หรือป่าที่คนอีสานเรียกว่า "ป่าดอนปู่ตา" ระบบนิเวศของป่าแห่งนี้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ คือ บริเวณป่าที่มีน้ำท่วมไม่นาน ที่คนอิสานเรียกว่า "ป่าบุ่งป่าทาม" ประกอบด้วยทรัพยากรป่าไม้และสภาพนิเวศวิทยาค่อนข้าง สมบูรณ์ อยู่ติดบริเวณริมฝั่งแม่น้ำชี มีลิงแสมอาศัยกว่า 500 ตัว และนับว่าจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น และยังมีหนองน้ำธรรมชาติอยู่ตรงกลางซึ่งชาวบ้านเรียกว่าหนองบุ่งมีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ มีน้ำขังตลอดปี ลึกประมาณ 1-5 เมตร มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้น อยู่เป็นจำนวนมากเช่น ไม้ยาง ไม้กระเบา ตะโก ข่อย มะเดือ ไม้ไผ่ สำหรับไม้กระเบา ไม้หว้า เป็นทั้งอาหารและยาของลิงแสม

   จุดที่น่าสนใจของวนอุทยาน  

          แก่งตาด   อยู่ในลำชีด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกของวนอุทยานโกสัมพี มีหินดาน เป็นบริเวณกว้างในช่วงฤดูแล้ง ธันวาคม-พฤษภาคม น้ำจะตื้นเขิน มองเห็นดินดาน มีน้ำไหลรินกระทบหินดานสาดกระเซ็นเป็นฟองและคลื่นขาวสะอาด สวยงาม และแปลกตา และบริเวณติดต่อกับริมฝั่งลำน้ำชี ก็มีทัศนียภาพสวยงาม ร่มรื่น เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวพักผ่อน หย่อนใจ จับปลา กินข้าวป่า เป็นอย่างยิ่ง         
     ลานข่อย   วนอุทยานโกสัมพีได้พัฒนาตกแต่งดัดแปลง ต้นข่อยที่มีอยู่เดิมตาม ธรรมชาติได้เป็นแคระตกแต่งเป็นรูปต่าง ๆ มีให้ชมกว่า 200 ต้น ลิงแสม เป็นสัตว์ป่าประจำถิ่นของป่าแห่งนี้ โดยลิงแสมในวนอุทยานโกสัมพีจะมีลักษณะ 2 สี คือลิงแสมสีเทาและลิงแสมสีทอง และลิงแสมสีทองจะมีเฉพาะในวนอุทยานแห่งเดียว ซึ่งหาดูได้ยากในประเทศไทย คือ "วนอุทยานโกสัมพี"
     บุ่ง   อยู่ข้างริมฝั่งชีใกล้กับแก่งตาด มีต้นไม้ใหญ่ๆ และเถาวัลย์นาๆ ชนิด มีหนองน้ำตลอดปี และเป็นที่อยู่ของฝูงลิง เป็นสถานที่ร่มเย็นฤดูแล้งหน้าร้อนเข้าพักผ่อนหย่อนใจได้ดี หากได้รับการตกแต่งประดิษฐ์แล้วจะเป็นสวนสัตว์และทิวทัศน์อวดแขกบ้านชาวเมืองได้แห่งหนึ่ง และในขณะนี้แขกต่างเมืองก็เข้าไปเดินเล่นและชมหมู่ลิงอยู่เสมอ
     พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า มีพรรณไม้หลายชนิดส่วนใหญ่ที่สำคัญได้แก่   กะเบา ยาง ชมภู่ป่า หว้า ทองกวาว กระโดดสำหรับไม้พื้นล่างส่วนใหญ่ ได้แก่ เถาวัลย์เปรียง หวาย ตดตะกั่ว มะดัน นมแมว คัดเค้า และไม้ไผ่ นอกจากนั้นยังมีต้นจามจุรี หรือก้ามปู ซึ่งชาวบ้านนำไปปลูกไว้ นอกจากจะมีพรรณไม้ดังกล่าวมาแล้ว ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยไม้มีค่านานาชนิด อาทิเช่น มะค่าโมง ตะเคียนทอง ตะแบกใหญ่ เป็นต้น สัตว์ป่าที่ยังมีเหลืออยู่ในปัจจุบันที่สำคัญได้แก่ ลิง ซึ่งมีอยู่ 2 ฝูง จำนวนประมาณ 500 ตัว และยังมีนกกางเขนบ้าน นกกิ้งโค้ง นกสาริกา นกเอี้ยงหงอน นกปรอดสวน นกปรอดหัวโขน นกอีเสือหัวดำ และพวกนกกระจิบธรรมดา

   สถานที่ติดต่อ     

          วนอุทยานโกสัมพี บ้านคุ้มกลาง ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม 44140 หรือ ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรมป่าไม้ ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. 5795743 , 5797223

    การเดินทาง    
          วนอุทยานโกสัมพี ตั้งอยู่บริเวณเขตเทศบาล ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ปัจจุบันการคมนาคม เข้าถึงเขตวนอุทยานโกสัมพี ค่อนข้างจะสะดวกสบาย จึงเหมาะสำหรับการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจ ในระยะสั้นเช้ามาเย็น กลับ หรือจะค้างแรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อากาศเย็นสบาย สำหรับการเดินทางมาวนอุทยานโกสัมพี คือ จากตัวเมืองจังหวัดมหาสารคามเดินทางตามแนวทางหลวงหมายเลข 208 ไปอำเภอโกสุมพิสัย ให้เดินทางตรงลงมาอีก 600 เมตร ตามเส้น ทาง ร.พ.ช.สาย 508 (บ้านคุ้มกลาง-โพนงาม) ให้เลี้ยวขวาก็จะถึงที่ทำการ "วนอุทยานโกสัมพี" รวมระยะทาง 30 กิโลเมตร

แก่งเลิงจาน



           อ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน   
 (Kaeng Leng Chan) 

  ที่ตั้ง   : ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของตัวเมือง ตำบลแก่งเลิงจาน อำเภอเมือง  จังหวัดมหาสารคาม
            ช่วงเวลาที่เหมาะแก่ท่องเที่ยว    : ตลอดทั้งปี

   ลักษณะของสถานที่    :  แก่งเลิงจาน มีสวนสุขภาพแก่งเลิงจานที่กว้าง โล่ง ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น เหมาะแก่การพักผ่อนและการออกกำลังกาย มีการจัดงบประมาณเพื่อพัฒนาอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจานให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดมหาสารคาม  มีการปรับปรุงรอบ ๆ เขื่อนคันดินให้กว้าง ปลูกต้นไม้ และจัดเป็นสวนสุขภาพตลอดคันความยาวของคันดิน  สร้างพิพิธภัณฑ์ ศาลากลางน้ำ และอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ที่ผ่านไปมาและนักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมและทัศนศึกษา เนื่องจากจังหวัดมหาสารคามมีสถานที่ท่องเที่ยวค่อนข้างน้อย และเป็นจังหวัดเดียวของภาคอีสานที่ไม่มีภูเขาเลย  อ่างเก็บน้ำ แก่งเลิงจานจึงถูกใช้เป็นทั้งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ควบคุมไปกับเป็นแหล่งน้ำที่ใช้ในการประมง การเพาะปลูก นอกจากนี้ยังเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ภายในบริเวณเป็นที่ตั้งของสถานีประมง ทำการเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดให้หลายจังหวัดในภาคอีสาน หากท่านมีเวลาก็น่าไปพักผ่อนหย่อนใจและศึกษาธรรมชาติแถบนี้ดูนะครับ

         อ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของตัวเมือง ตั้งอยู่ในเขตตำบลแก่งเลิงจาน อำเภอเมือง  จังหวัดมหาสารคาม ถ้าเดินทางจาก บขส. มาตามเส้นทางไป อำเภอบรบือ จะห่างประมาณ 4 กิโลเมตร แต่คนมหาสารคามที่รู้ทางใช้เส้นทางเลียบคลองสมถวิลไปจนเกือบสุดคลองด้านทิศตะวันตก ใช้ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตรเท่านั้น อยู่ด้านหลังของสถาบันราชภัฏมหาสารคาม บริเวณโดยรอบของแก่งเลิงจานมีทิวทัศน์สวยงาม ในวันหยุดประชาชนนิยมไปพักผ่อนกันมาก
   ข้อมูลอื่นๆ    : สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
   ที่อยู่    : อำเภอเมือง  จังหวัดมหาสารคาม
 การเดินทางโดยรถยนต์  :
         เดินทางจาก บขส. มาตามเส้นทางไปอำเภอบรบือ จะห่างประมาณ 4 กิโลเมตร แต่คนมหาสารคามที่รู้ทาง้ช้เส้นทางเลียบคลองสมถวิลไปจนเกือบสุดคลองด้านทิศตะวันตก ใช้ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตรเท่านั้น อยู่ด้านหลังของสถาบันราชภัฏมหาสารคาม
   สถานที่ติดต่อ    : สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 3 โทร. 0-4324-4498-9 หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ โทร.1672


    ภาพภูมิทัศน์ของอ่างเก็บน้ำแก่งเลิง   จาน     :   ภูมิทัศน์ บริเวณถนนรอบๆ อ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอีกแห่งหนึ่ง ของ จังหวัดมหาสารคาม 

พิพิธภัณฑ์วัดมหาชัย

                                   ประวัติความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์

            พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือวัดมหาชัยเกิดจาก
เมื่อปี    พ.ศ.๒๕๐๗  พระอริยานุวัตร เจ้าอาวาสวัดมหาชัย  ได้เห็นชาวต่างชาติได้มาขอซื้อของเก่าแก่ และวัตถุโบราณจากชาวบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ    เมื่อท่านเห็นเช่นนั้นจึงได้เข้าปรึกษาคุณบุญช่วย อัตถากร ขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม  คุณบุญช่วยได้ถวายรถยนตร์ให้ทางวัด ๑ คันเพื่อใช้เป็นพาหนะช่วยเก็บโบราณวัตถุและของเก่าแก่จากหมู่บ้าน, วัดและตามแหล่งต่างๆ มารวบรวมไว้ที่วัด จากนั้นได้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ชื่อว่า ศูนย์อนุรักษ์โบราณคดี  ต่อมาทางผู้ว่าราชการจังหวัดขณะนั้นคือนายกิตติ ประทุมแก้ว ได้เห็นความสำคัญจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ขึ้น โดยมีพระอริยานุวัตร (อารีย์ เขมจารี) เป็นประธาน, หัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ร่วมเป็นกรรมการ, พระปลัดอุทัย อุทโย (พระครูปลัด)ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ, อาจารย์อัมพร สุขเกษม อาจารย์ผ่าน วงศ์อ้วน และอาจารย์บุญ ชมพู เป็นผู้ช่วยเลขานุการ  ร่วมกันจัดหางบประมาณก่อสร้างอาคารจัตุรมุข ๑ หลังและจัดหาวัสดุอุปกรณ์, โบราณวัตถุ พร้อมทั้งเอกสารโบราณต่างๆ มาเก็บรวบรวมไว้ที่วัดมหาชัย  จึงทำให้วัดมหาชัยเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญแห่งหนึ่งที่ผู้สนใจสามารถมาศึกษาค้นคว้าหาความรู้
          ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๒๕ ทางคณะกรรมการศาสนา นำโดยอธิบดีธนู แสวงศักดิ์ และผู้อำนวยการกองพุทธศาสนาคือ นายประมุข พงษ์ศิวาลัย เล็งเห็นความสำคัญให้วัดเป็นศูนย์วัฒนธรรมท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นตรงกับกรมศาสนากระทรวงศึกษาธิการ  จัดสรรงบประมาณให้จำนวน ๑๕๗,๕๐๐ บาท
         เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ พระมหาสังคม จิติญาโณ (ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัด) ร่วมกับพระเถระอีกทั้งหน่วยงานราชการ ประชาชนและกรรมการวัดได้จัดทำอนุสรณ์ถวายแด่พระอริยานุวัตร จึงได้ตั้งชื่อว่า พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อถวายเป็นอนุสรณ์แด่ท่าน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่เก็บรวบรวมวัตถุโบราณ เอกสารโบราณ ศิลปกรรมจำพวกไม้แกะสลักหิน โลหะ เครื่องปั้นดินเผา สมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ เครื่องดนตรี เครื่องจักสาน พระพุทธรูปไม้-โลหะ สำริด เทวรูปต่างๆ ทั้งแบบหินทรายและโลหะ สำริด ธรรมาสน์ 
          ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ นายวิทย์ ลิมานนวราชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามขณะนั้น ได้เห็นความสำคัญของคัมภีร์ใบลานที่เก็บรักษาไว้จำนวนมากในพิพิธภัณฑ์  จึงมอบหมายให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์วีณา วีสเพ็ญ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหาสารคามจัดทำพิพิธภัณฑ์ใบลานไว้ชั้นบนของศาลาการเปรียญ  และจัดรวบรวมผลงานของพระอริยานุวัตร เป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๐๐๐,๐๐๐บาท
          พิพิธภัณฑ์คัมภีร์ใบลาน พระอริยานุวัตร เขมจารีนุสรณ์  พัฒนามาจากศูนย์อนุรักษ์วรรณคดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพระอริยานุวัตร (อารีย์ เขมจารี) ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๓ เพื่อรวบรวมหนังสือใบลานซึ่งอยู่ตามวัด  ให้เป็นแหล่งค้นคว้าพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ศึกษาตัวอักษรโบราณและวรรณคดีของภาคอีสาน ชำระตรวจแก้ถอดความเข้าสู่ภาษาปัจจุบัน  และเป็นศูนย์อนุรักษ์วรรณคดี ศิลปะ โบราณคดีทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์  เป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์โบราณในภาคอีสาน และเป็นศูนย์ส่งเสริมการศึกษาปริยัติธรรม  ศีลธรรม  วัฒนธรรม ประเพณีของชาติไทย ทำให้มีเอกสารและวัตถุโบราณเป็นจำนวนมาก ในส่วนของคัมภีร์ใบลานนั้น พระอริยานุวัตร เขมจารี ขณะที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหาชัย และรักษาการเจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม  เป็นผู้มีความรู้ความสามารถทางการอ่านตัวอักษรโบราณทั้งตัวอักษรขอม ตัวอักษรธรรม และตัวอักษรไทยน้อยเป็นอย่างมาก ท่านมีปณิธานอย่างแรงกล้าในการสืบพระพุทธศาสนาและทำนุบำรุงวัฒธรรมท้องถิ่น จึงได้ปริวรรตคัมภีร์ใบลานที่มีมากในวัด  เพื่อให้ผู้สนใจได้ความรู้ในใบลานทั้งส่วนที่เป็นคดีโลกและคดีธรรม  พร้อมทั้งได้รวบรวมคัมภีร์ใบลาน ตู้พระธรรม หีบพระธรรมที่มีวัดต่างๆ มามอบให้เพื่อมิให้สูญหายไปหรือถูกทำลายทิ้งไป  โดยได้จากจังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสานขณะนั้น  ซึ่งได้มอบหมายให้วัดมหาชัยเป็นศูนย์กลาง  ทำให้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๓-๒๕๒๓ วัดมหาชัยได้กลายเป็นแหล่งที่พระภิกษุ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย  และสถาบันการศึกษาต่างๆ นิสิต นักศึกษา นักเรียน และประชาชน มาขอเรียนรู้ตัวอักษรธรรม ตัวอักษรไทยน้อย ปรึกษาเกี่ยวกับความรู้ทางวรรณคดีอีสานและด้านอื่นอยู่เป็นเนืองนิจ  ทำให้ความรู้เกี่ยวกับวรรณคดีอีสานได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง  และได้รับอาราธนานิมนต์ไปบรรยายทางวิชาการด้านภาษา วรรณคดี  ตลอดจนวัฒนธรรมอีสานในสถาบันการศึกษาชั้นสูงหลายแห่ง และเป็นอาจารย์พิเศษประจำมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตมหาสารคามด้วย  จากเกียรติคุณและคุณูปการดังกล่าว  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  จึงได้ถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาภาษาและวรรณคดีแด่ท่าน นับเป็น ดร.ที่เป็นพระสงฆ์รูปแรกที่ได้รับการถวายปริญญา
            พระอริยานุวัตร เขมจารี ได้มรณภาพ เมื่อพ.ศ. ๒๕๓๕ ระยะ ๑๓ ปีหลังการมรณภาพของท่าน  ศูนย์อนุรักษ์วรรณคดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วัดมหาชัย ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร  ดังนั้นเพื่อเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ที่ท่านทำไว้ให้ปรากฏ และต่อเนื่องยาวนาน  โดยให้คัมภีร์ใบลานและสาระที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์ใบลานเป็นที่รู้จัก และเป็นประโยชน์ทางวิชาการแก่บุคคลทุกระดับ รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ทางภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน  มหาวิทยาลัยมหาสารคามโดยคณะกรรมการโครงการอนุรักษ์ใบลานภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มหาวิทยาลัยตั้งขึ้น จึงได้เข้ามาฟื้นฟูและจัดระบบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์ใบลาน  ทั้งหมดโดยการสนับสนุนด้านบุคคลากรและงบรายได้จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากจังหวัดมหาสารคาม  งบรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ภายใต้โครงการชื่อว่า โครงการจัดระบบข้อมูลใบลานโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  ในศูนย์พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วัดมหาชัยจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยได้รับความเห็นชอบจากรักษาการเจ้าอาวาสวัดมหาชัย คือ พระศรีวชิระโมลี  และได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการวัด  ทั้งนี้เพื่อแสดงความคารวะแด่ พระอริยานุวัตร  เขมจารี ผู้ริเริ่มและมีคุณูปการอันสูงยิ่ง  จึงตั้งชื่อส่วนงานนี้ว่า พิพิธภัณฑ์คัมภีร์ใบลาน  พระอริยานุวัตร  เขมจารีนุสรณ์” (Pra Ariyanuwat Kheammajaree Museum of Palm Leaf Manuscripts) เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านสืบไป

   ลักษณะการจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์  

        การจัดแสดงนิทรรศการถาวรเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวประวัติบุคคลของพระอริยานุวัตร และพระเจริญราชเดช, ประวัติและวิวัฒนาการของศิลปกรรมในอีสาน, วัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น ๑๒ เดือน และภูมิปัญญาชาวบ้าน
พิพิธภัณฑ์ภายในวัดมหาชัยมี ๓ อาคารหลัก และมีอาคารสำหรับเก็บวัตถุสิ่งของอีก ๒ หลัง  แต่ละหลังรายละเอียดดังนี้
          พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือวัดมหาชัย เป็นอาคาร ๒ ชั้น  จัดแสดงเกี่ยวกับโบราณวัตถุ, เอกสารโบราณ, ศิลปกรรมจำพวกไม้แกะสลัก, หิน, เครื่องโลหะ, เครื่องปั้นดินเผา ทั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์, เครื่องดนตรี, เครื่องจักสาน, พระพุทธรูปทั้งไม้ โลหะ และสำริด, เทวรูปต่างๆ ทั้งแบบหินทราย โลหะ และสำริด, เครื่องใช้ในการศาสนา ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ในด้านการนำเสนอได้มีการจัดกลุ่มวัตถุสิ่งของไว้เป็นหมวดหมู่แต่จัดวางคละเคล้ากันไป โดยมีการแบ่งวัตถุสิ่งของตามประเภทจัดแสดงในตู้กระจก, ชั้นและแท่นวาง และบางส่วนที่มีความสำคัญจะจัดเก็บไว้ในกรงเหล็กเพื่อรักษาความปลอดภัย วัตถุที่จัดแสดงส่วนใหญ่มีแผ่นป้ายชื่อวัตถุติดไว้ด้วย และมีวัตถุบางส่วนที่มีแผ่นป้ายข้อมูล พร้อมภาพถ่ายประกอบ
            พิพิธภัณฑ์คัมภีร์ใบลาน พระอริยานุวัตร เขมจารีนุสรณ์   ตั้งอยู่ที่ชั้น ๒ ของศาลาการเปรียญ  จัดแสดงเกี่ยวกับคัมภีร์ใบลาน โดยแบ่งเป็นหมวดต่างๆ ไว้อย่างเป็นระเบียบ, ตู้พระธรรมแบบโบราณ, หีบพระธรรมเก็บคัมภีร์ใบลาน, ผ้าห่อคัมภีร์ไหมแบบพื้นบ้าน มีทั้ง ลายขิด ปักดิ้น และแบบประยุกต์,วรรณคดีอีสาน ผลงานปริวัตรของพระอริยานุวัตร เขมจารี ที่จัดพิมพ์แล้ว, ผลงานปริวัตรจากคัมภีร์ใบลานของพระอริยานุวัตร เขมจารี ที่รอการจัดพิมพ์ ตลอดจนวัตถุสิ่งของที่เกี่ยวเนื่อง โดยคัมภีร์ใบลานส่วนจัดเก็บไว้ในตู้ตามวิธีการจัดเก็บที่ถูกต้อง ส่วนที่เป็นหนังสือ, คัมภีร์ใบลานที่สำคัญ และวัตถุเกี่ยวเนื่องอื่นๆ จัดแสดงไว้ในตู้แสดงวัตถุ ส่วนวัตถุขนาดใหญ่ เช่น หีบพระธรรม และตู้พระธรรมจัดวางไว้บนพื้นเป็นหมวดหมู่ วัตถุที่จัดแสดงส่วนใหญ่จะมีป้ายชื่อและข้อมูลประกอบบางส่วน อีกทั้งมีแผ่นป้ายข้อมูลแสดงรายละเอียดเชิงลึกของวัตถุที่สำคัญอีกด้วย
          อาคารศูนย์อนุรักษ์วรรณคดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นอาคาร ๒ ชั้น ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัดมหาชัย ภายในยังจัดแสดงไม่แล้วเสร็จ โดยชั้นที่ ๑ แสดงเครื่องลายครามและภาชนะที่เป็นสมบัติเก่าแก่ของวัด ทั้งหมดจัดแสดงภายในตู้ไม้โบราณซึ่งเป็นสมบัติเก่าแก่ของวัดเช่นเดียวกัน ส่วนชั้นที่ ๒ เป็นที่เก็บอัฐิของพระอริยานุวัตร เขมจารี ,วัตถุสิ่งของที่เกี่ยวเนื่องกับพระอริยานุวัตร เขมจารี เช่น ชุดครุย, เครื่องใช้, เอกสารประจำตัว, ภาพถ่าย เป็นต้น นอกจากนี้ยังแสดงเครื่องแก้ว, เงินตรา, เครื่องปั้นดินเผา และภาชนะซึ่งล้วนเป็นของสมบัติเก่าแก่ของวัด
นอกจากอาคารพิพิธภัณฑ์แล้ว ภายในวัดมหาชัยยังมีอาคารใช้เก็บวัตถุสิ่งของที่สำคัญอีก ๒ อาคาร โดยมีลักษณะเป็นอาคารโถงตั้งอยู่ใกล้กัน อาคารแรกเดิมใช้เป็นอาคารศูนย์วัฒนธรรมท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันใช้เก็บโบราณวัตถุขนาดใหญ่ ได้แก่ พระพุทธรูป, เทวรูป, ใบเสมาหินทราย, ธรรมาสน์และกลอง เป็นต้น อาคารหลังที่ ๒ ใช้เก็บเครื่องไม้  โดยส่วนใหญ่เป็นไม้แกะสลัก เช่น ช่อฟ้า, ใบระกา, หางหงษ์, ชิ้นส่วนของธรรมาสน์, ชิ้นส่วนอาคารต่างๆ เครื่องไม้ซึ่งทั้งหมดพระอริยานุวัตร เขมจารี เป็นผู้เก็บรวบรวมจากวัดต่างๆ ภายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ