วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2554

ประเพณีที่สำคัญของจังหวัดมหาสารคาม...


   งานบุญพาข้าวลิง   


                 มหาสารคาม และ ประชาชนทุกภาคส่วนในอำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม จัดงานประเพณีบุญพาข้าวลิง เพื่อหาทุนค่าอาหารให้ลิงแสมในวนอุทยานช่วงฤดูแล้ง ที่วนอุทยานโกสัมพี อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม นายทองทวี พิมเสน ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานในเปิดงานประเพณีบุญพาข้าวลิง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ลิงแสมทั้งลิงแสมขนสีเทา และขนสีทอง ให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีตามธรรมชาติ และหาทุนค่าอาหารให้กับลิงแสมในวนอุทยานโกสัมพีในช่วงฤดูแล้ง พร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดมหาสารคาม
         วนอุทยานโกสัมพี แต่เดิมชาวบ้านเรียกว่า บุ่งลิงเพราะมีหนองน้ำขนาดใหญ่และฝูงลิงแสมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก บนเนื้อที่ 125 ไร่ เชื่อกันว่าฝูงลิงแสมเป็นลิงของปู่เจ้าที่สถิตอยู่ ณ ศาลเจ้าปู่ตา นอกจากนี้ยังมีลิงแสมขนสีทอง ที่มีจำนวนมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นลิงที่สวยงาม และมีนิสัยไม่ดุร้าย
        อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่าพิศวงเรื่องหนึ่ง คือไม่เคยมีมนุษย์คนใดเคยเห็นซากของลิงแสมที่เสียชีวิตในเขตอุทยายานโกสัมพีแม้แต่ตัวเดียว โดยมีความเชื่อว่าฝูงลิงจะเก็บศพลิงที่เสียชีวิตไปฝังกันเอง ซึ่งอาจเป็นเหมือนตำนานของสุสานช้างก็เป็นได้




ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมอีสาน

    
                 ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมอีสาน ตั้งอยู่ในบริเวณสถาบันราชภัฏมหาสารคาม ภาพแสดงความเป็นมาของศิลปะอีสานตลอดจนศิลปหัตถกรรม เช่น การทอผ้า ลายผ้าต่างๆ นอกจากนั้นก็มีวรรณคดีอีสานประเภทใบลานซึ่งหาชมได้ยาก นอกจากนั้นยังมี ภาพสไลด์ เกี่ยวกับวัฒนธรรมและประเพณีของชาวอีสานให้ชมด้วย
 

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง จังหวัดมหาสารคาม

 ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง จังหวัดมหาสารคาม

           ตั้งอยู่ถนนหน้าโรงเรียนหลักเมืองมหาสารคาม
สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2408 เมื่อท้าวมหาชัย เจ้าเมืองมหาสารคามคนแรกได้รวบรวมไพร่พลจากร้อยเอ็ดมาตั้งเมืองใหม่ได้สร้างหลักเมืองและอัญเชิญเจ้าพ่อหลักเมืองมาประทับเพื่อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์คู่บ้านคู่เมืองนับเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ชาวจังหวัดมหาสารคามให้ความเคารพนับถือกันมาก ข้อมูล ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง จังหวัดมหาสารคาม
                             

ป่าดูนลำพันและปูทูลกระหม่อม

  ป่าดูนลำพันและปูทูลกระหม่อม  

                            

             ป่าดูนลำพัน  ตั้งอยู่ที่บ้านนาเชือก หมู่ที่ 1 ตำบลนาเชือก  อำเภอนาเชือก  จังหวัดมหาสารคาม  อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอนาเชือกไปทางทิศใต้ ประมาณ 3 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งหมด ประมาณ 311 ไร่ แตกต่างจากป่าทั่วไป คือ เป็นป่าน้ำซับ หรือป่าพรุน้ำจืด กล่าวคือ มีน้ำผุดขึ้นมาจากใต้ดินตลอดปี ดูน เป็นภาษาท้องถิ่น หมายถึง การดันของน้ำใต้ดิน ลำพัน คือ พืชตะกูลหญ้า คล้ายต้นกก บางท้องที่เรียกว่า ธูปฤๅษี ซึ่งมีมากในป่าดูนลำพัน โดยเฉพาะบริเวณที่มีน้ำขัง
             ในบริเวณป่าแห่งนี้ยังมีความหลากหลายทางชีวภาพ คือ มีสัตว์ป่านานาชนิด และที่สำคัญเป็นที่อยู่อาศัยของปูป่าที่ชาวบ้านเรียกว่า ปูแป้ง เป็นปูน้ำจืดที่มีลักษณะพิเศษ คือ มีสามสี ได้แก่ สีม่วง สีเหลืองส้ม และสีขาว นายประสาสน์ รัตนะปัญญา ได้นำปูชนิดนี้เสนอต่อศาสตราจารย์ไพบูลย์ นัยเนตร ผู้เชียวชาญเรื่องปู คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำการศึกษาวิจัย ผลปรากฏว่าเป็นปูที่สวยงามไม่เคยพบในที่ใดมาก่อน พร้อมกับนำเสนอรายงานต่อวงการชีววิทยาโลกว่าเป็นปูในวงศ์ แรงกูน่า ต่อมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือกราบทูลขอพระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญพระนามาภิไธยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราช-กุมารี เป็นนามปูป่าที่ค้นพบใหม่ของโลกชื่อว่า แรงกูน่าจุฬาภรณ์ แต่นิยมเรียกว่า ปูทูลกระหม่อม จากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2535 มีปูทูลกระหม่อม อาศัยอยู่ในป่าดูนลำพันประมาณสองแสนตัว แต่ในปี พ.ศ. 2544 เหลือเพียงประมาณสีพันตัว  ปูทูลกระหม่อม หรือ ปูแป้ง ได้รับพระราชทานชื่อเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2536 มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Thaipotamon Chulaporn ชื่อสามัญว่า Mealy crab ลักษณะพิเศษคือ ตัวโตกว่าปูนา มีกระดองแข็ง สีสวยสด มีไข่ฟองโตขนาดเมล็ดนุ่นสีขาวขุ่นคล้ายเมล็ดข้าวโพดที่นึ่งสุกแล้ว มดหรือแมลงจะกินไข่ปูแป้งไม่ได้ อาศัยอยู่ในเฉพาะในรูเท่านั้นไม่ออกมานอกบริเวณดูน หาอาหารกินบริเวณปากรู ส่วนมากหากินในเวลากลางคืน ชอบกินลูกน้ำ ยุง แมลง กิ้งกือ ไส้เดือน การดำรงชีวิตชอบอยู่โดดเดี่ยว ไม่รวมกลุ่ม ผสมพันธุ์และวางไข่ราวเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม ลักษณะเด่นคือ กระดองเป็นสีม่วงเปลือกมังคุด ขอบเบ้าตา ขอบกระดองและก้ามหนีบทั้งสองข้างมีสีเหลืองส้ม ตรงปลายก้ามหนีบขาเดินและบริเวณขอบข้างปากมีสีขาว
            ปูทูลกระหม่อมได้กำหนดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ลำดับที่ 14    ของสัตว์ป่าจำพวกไม่มีกระดูกสันหลังในกฎกระทรวง ฉบับที่ 11(พ.ศ.2543) เพิ่มเติมจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองท้ายกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2537) เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2543 ในประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่  117 ตอนที่ 3 วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2543


สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช


          
                     สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช อ.นาดูน ตั้งอยู่ที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของพระธาตุนาดูนประกอบด้วยพื้นที่ประมาณ 543 ไร่ 2 งาน 23 ตารางวา หน่วยงานนี้ได้ดำเนินงานเมื่อปี พ.ศ. 2532 โดยจัดแสดงการถ่ายทอดทางเทคโนโลยีเกี่ยวกับชีวิตคนอีสานอันเป็นการเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม ภายในสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช ประกอบด้วยหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินงาน 3 หน่วยคืออุทยานลานไผ่ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ และพิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงานนี้อยู่ในความควบคุมดูแลของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม


หมู่บ้านหัตถกรรมบ้านหนองเขื่อนช้าง


  หมู่บ้านหัตถกรรมบ้านหนองเขื่อนช้าง   


       เป็นหมู่บ้านหัตถกรรม               ตั้งอยู่ตำบลท่าสองคอน อำเภอเมืองมหาสารคาม ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันตกตามทางหลวงหมายเลข 208 มหาสารคาม โกสุมพิสัย ระยะทาง 9 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าหมู่บ้านอีกประมาณ 2 กิโลเมตร หมู่บ้านนี้มีชื่อเสียงในการทอผ้าไหมและผ้าฝ้าย ชาวบ้านแทบทุกครัวเรือนทอผ้าและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปไว้จำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว เช่น ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เสื้อ กางเกงขาก๊วย หมอนขิด กระเป๋า ย่าม และอื่น ๆ นับเป็นแหล่งหัตถกรรมที่สำคัญของจังหวัดซึ่งผู้คนในท้องถิ่นและผู้มาเยือน 

บ้านแพง จังหวัดมหาสารคาม


บ้านแพง

            อยู่ที่ตำบลแพง อำเภอโกสุมพิสัย ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศตะวันตก 38 กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 208 มหาสารคาม ขอนแก่น เป็นแหล่งทำผลิตภัณฑ์จากกก (ไหล ผือ) ที่มีชื่อเสียงหลายชนิด เช่น เสื่อ กระเป๋า หมวก ชุดรองจาน ฯลฯ มีลวดลายสวยงามประณีต เช่น ลายฝันเลื่อย ลายกระจับ ลายหมี ลายสร้อยดอกหมาก เป็นต้น ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองมหาสารคามนิยมไปเยี่ยมชมและซื้อเป็นของฝาก ของที่ระลึกอยู่เสมอในปัจจุบันกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแพงยังได้มีการพัฒนารูปแบบเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆอีกมากมายจนประสบผลสำเร็จด้านการตลาดสามารถส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศสร้างรายได้เข้าท้องถิ่นเดือนละนับแสนบาทและล่าสุดผลิตภัณฑ์ของกลุ่มยังได้รับการรับรองว่าเป็นสินค้าคุณภาพระดับ 5 ดาว จากทางจังหวัดมหาสารคามตามโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ นางอุดม พิณหอม ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแพงเล่าความเป็นมาว่าในหมู่บ้านแพง ชาวบ้านปลูกต้นกกไว้ประมาณ 200 ไร่เพื่อเป็นวัสดุในการทอเสื่อไว้ใช้สอยในครัวเรือน ถือเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นที่ทำสืบทอดต่อ ๆ กันมา

ผลิตภัณฑ์ของบ้านแพง

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554

หมู่บ้านปั้นหม้อ..จร้า

หมู่บ้านปั้นหม้อ
          หมู่บ้านปั้นหม้อ ตั้งอยู่ที่ตำบลเขวา ห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงสาย 208 มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด4 น้ำหม้อแกงกรรมวิธีทำยังเป็นแบบโบราณดั้งเดิมออกจากตัวเมืองมหาสารคามไปทางทิศตะวันออกประมาณกิโลเมตรเศษๆ เลี้ยวซ้ายมือจะเป็นหมู่บ้านที่มีหนองน้ำอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ดินที่อยู่ในหนองน้ำดังกล่าวนี้เป็นวัตถุดิบอย่างดีให้กับชาวบ้านเพื่อนำมาใช้ในการปั้นหม้อ และชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนี้ได้นำเอาดินมาทำการปั้นหม้อเป็นอาชีพเสริมจากการทำนา หมู่บ้านดังกล่าวนี้ จึงมีชื่อเรียกตามพฤติกรรมของตนเองว่า บ้านหม้อ ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่ของตำบลเขวา อำเภอเมืองมหาสารคามจังหวัดมหาสารคาม เมื่อเสร็จภารกิจจากการทำนา ชาวบ้านที่เป็นผู้ชายจะลงไปขุดเอาดินเหนียวที่อยู่ใต้น้ำบรรทุกเรือขึ้นฝั่งกลับบ้านดินเหนียวดังกล่าวนี้จะถูกนำไปเก็บไว้ใต้ถุนบ้านของแต่ละครอบครัวเมื่อได้เวลาชาวบ้านก็จะนำดินเหนียวที่ได้มาส่วนหนึ่งมาผสมกับแกลบในปริมาณที่เท่าๆกันปั้นให้เป็นก้อนขนาดเท่าลูกมะตูมนำไปผึ่งแดดให้แห้งแล้วนำเอาไปเผาไฟจนแดงดินที่ถูกเผาไฟ แล้วนี้นำมาบดหรือโขลกด้วยครกไม่ให้เป็นผงละเอียด  ชาวบ้านเรียกดินนี้ว่า ดินเชื้อ ชาวบ้านจะนำเอาดินเชื้อไปนวดผสมกับดินเหนียวที่เตรียมไว้อีกส่วนหนึ่ง เมื่อนวดเข้ากันแล้วก็นำมาขึ้นรูปหม้อประเภทต่าง ๆ เมื่อนวดดินเหนียวได้ที่แล้วบรรดาผู้หญิงก็จะนำมาขึ้นรูปโดยขึ้นทางด้านปากก่อน ชาวบ้านจะใช้ความชำนาญของมือและเข่าหมุนวนเพื่อขดปากหม้อให้กลมโดยไม่ใช้แป้นหมุน ต่อจากนั้นก็ใช้ไม้แบนๆ ที่มีด้ามตีด้านนอกอีกมือหนึ่งจับก้อนดินเผาที่ปั้นเป็นรูปโค้งกลมมีด้ามจับ เรียกว่า หินดุ ดุนไว้ข้างในหม้อตีให้ได้ผิวเรียบและควบคุมความหนาให้สม่ำเสมอจนจรดที่ก้นหม้อแล้วจึงขัดผิวให้เรียบด้วยน้ำ โคลนเหลวก็เป็นอันว่าเสร็จการปั้นหม้อหลังจากนั้นก็นำไปวางคว่ำเรียงกันเอาไว้ในบริเวณที่เตรียมไว้แล้วผึ่งลมเอา ไว้สองสามวันหม้อจะแห้งและแข็งตัวจึงนำไปเผานอกบ้าน ชาวบ้านเตรียมบริเวณกลางแจ้งสำหรับวางฟืนที่เป็นกิ่งไม้เล็กๆกับฟางไว้ด้าน ล่างแล้วนำเอาหม้อที่แห้งแล้วนี้ไปวางเรียงไว้ด้านบนตามจำนวนต้องการแล้วก็นำเอาฟางและฟืนวางทับสุมลงไปอีก ครั้งหนึ่งโดยกะประมาณจำนวนเชื้อเพลิงให้มีปริมาณพอเหมาะกับจำนวนเครื่องปั้นดินเผาที่จะให้สุกพอดีโดยชาวบ้านจะไม่ ใช้เครื่องชั่งตวงกิโลเมตร และแยกซ้ายเข้าไปอีก 2 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านที่มีอาชีพปั้นหม้อดินเผาซึ่งชาวอีสานใช้เป็นหม้อ