วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554

สถานที่ท่องเที่ยว กู่สันตรัตน์

  กู่สันตรัตน์ 
               กู่สันตรัตน์ตั้งอยู่ที่ตำบลกู่สันตรัตน์ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอนาดูน  ไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 4 กิโลเมตร สร้างด้วยศิลาแลงเป็นศิลปะขอมแบบ บายน มีรูปลักษณะปราสาทหินที่มีปรางค์ประธานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัตมีมุขด้านหน้ายื่นไปทางทิศตะวันออก  มีบรรณาลัยซึ่งเป็นที่เก็บคัมภีร์ทางศาสนาตั้งอยู่ทางทิศตะวันนออกเฉียงใต้หันหน้าเข้าหาปรางค์ประธาน อาคารทั้ง 2 ล้อมด้วยกำแพงศิลาแลงซึ่งสร้างยังไม่เสร็จเรียบร้อยอีกชั้นหนึ่ง กู่สันตรัตน์สร้างขึ้นมาด้วยมีวัตถุประสงค์เพื่อประดิษฐานรูปเคารพสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และเป็นโรคยาศาล คือเป็นที่พักรักษาพยาบาลคนเจ็บป่วยอีกด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเคยเสด็จทอดพระเนตร และทรงเยี่ยมราษฎรที่กู่สันตรัตน์แห่งนี้เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2514

   ความเป็นมา :     กู่สันตรัตน์เป็นโบราณสถานที่มีลักษณะแบบขอม เป็นสถานที่ ที่เรียกว่าอโรคยาศาล หรือโรงพยาบาล ตั้งอยู่ที่ตำบล กู่สันตรัตน์ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ห่างจากที่ว่าการอำเภอนาดูน มาทางทิศตะวันออก เฉียงเหนือ ประมาณ 4 กิโลเมตร กู่สันตรัตน์มีลักษณะเป็นปราสาทแบบย่อมๆ ตั้งอยู่บนฐานชั้นเดียวสร้างด้วยศิลาแลง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีกำแพงล้อมลอบในกรอบ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทางด้านหน้าปราสาททางทิศตะวันออกเฉียงเหนือมี สระสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 12 เมตร ซึ่งน่าจะหมายถึงบาราย ซึ่ง เป็นไปตามคติของขอม(เขมร) ที่ว่าเมื่อมีการสร้างปราสาทหินก็มีการ ขุดสระหรือ บารายกักน้ำไว้ในที่ใกล้เคียงนั้นด้วย
           ทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นด้านหน้าปราสาทมีซุมประตูทางเข้าหรือโคปุระ ก่อด้วยศิลาแลง ส่วนประตูทางเข้านั้น ปรากฏให้เห็นว่ามีแผ่นทับหลังอยู่เหนือประตู กับมีเสาประดับที่กรอบประตูทั้งสองด้าน แผ่นทับหลังและเสาประดับกรอบประตูทำด้วยหินทรายแต่ไม่มีการสลักลายใดๆ ทั้งสิ้น จึงดูคล้ายกับว่าทำยังไม่เสร็จ องค์ปราสาทมีลักษณะรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม มีประตูทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออก ส่วนทางทิศเหนือทิศใต้และทิศตะวันตกเป็นประตูหลอก
เมื่อพิจารณาเฉพาะองค์ปราสาทแล้วสันนิฐานได้ว่ากู่สันตรัตน์ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ เพราะทางด้านหน้าตอนบนนั้นมีช่องว่างเว้นไว้ เป็นช่องสามเหลี่ยม ซึ่งส่วนนี้เมื่อเสร็จสมบูรณ์ก็คือหน้าบัน ที่จะทำด้วยหินทรายซึ่งคงต้องสลักลวดลายประกอบด้วย สิ่งสำคัญต่อมาคือแผ่นทับหลัง ที่ตั้งอยู่เหนือกรอบประตูนั้นมีแผ่นหินทรายวางไว้ แต่ยังไม่มีการสักลวดลายใดๆ ทั้งสิ้น
        โดยทั่วไปแผ่นทับหลังต้องมีการสลักลายหรือภาพประกอบไว้เสมอ แม้เสาประดับกรอบประตูทั้ง 2 ด้าน ก็มักสลักลายประดับเช่นกัน แต่เสาที่อยู่ติดกรอบประตูทางด้านซ้ายนั้นยังเป็นแท่งหินทรายเรียบๆ อยู่ไม่มีลวดลายใดๆ ทั้งสิ้นคงมีเฉพาะเสาประดับกรอบประตูทางด้านขวาของปราสาทเท่านั้น ที่ได้สลักลายไว้อย่างคร่าวๆ จากลักษณะดังกล่าวจึงเป็นหลักฐาน สันนิฐาน ได้ว่า ปราสาทองค์นี้ยังสร้างไม่เสร็จ แต่ช่างได้สร้างไปตามแบบที่เป็นลักษณะเฉพาะของขอม คือแม้องค์ปราสามจะก่อด้วยหินทรายหรือศิลาแลง แต่ส่วนสำคัญทั้ง 3 คือ หน้าบัน ทับหลัง และเสาประดับกรอบประตูต้อง ทำด้วยหินทรายเสมอ ทั้งนี้เพราะหินทรายมีคุณสมบัติเหมาะกับการแกะสลัก ในสถาปัตยกรรมหินทรายโดยเฉพาะ


   ประวัติหมู่บ้านกู่สันตรัตน์  
                บ้านกู่สันตรัตน์ หมู่ที่ 2 ตำบลกู่สันตรัตน์ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม บ้านกู่สันตรัตน์ สมัยก่อนเรียกผู้นำหมู่บ้านว่ากวนบ้าน และตาแสง ซึ่งกวนบ้านก็หมายถึง ผู้ใหญ่บ้านในสมัยปัจจุบัน และตาแสงก็คือกำนันในสมัยปัจจุบัน ผู้ก่อตั้งบ้านกู่สันตรัตน์ เป็นคนแรก ก็คือ พ่อใหญ่พันนา (เป็นพรานล่าสัตว์)เดิมบ้าน กู่สันตรัตน์แตกออกจาก บ้านกู่โนนเมือง ซึ่งบ้านกู่โนนเมืองก็แตกออกจากนครจำปาศรี (สมัยทวารวดี)อีกทีหนึ่ง สาเหตุการแตกแยกก็คือ สมัยนั้นมีท้าวมหาชนะชัยเป็นผู้ปกครอง และต่อมามีการลือว่าท้าวมหาชนะชัยเป็นผีปอบ เป็นผีเป้า เพราะผู้คนล้มตายจำนวนมากด้วยโรคฮ่า หรืออหิวาตักโรคในสมัยปัจจุบัน ชาวบ้าน จึงเข้าใจว่าท้าวมหาชนะชัยเป็นปอบเป็นเป้า เมื่อท้าวมหาชนะชัยได้เสียชีวิตลง ชาวบ้านก็แตกแยกกันไปอยู่ตามสถานที่ต่างๆ เดิมที่ตั้งของบ้านกู่สันตรัตน์มีชาวเสลภูมิมาอยู่ก่อนแล้วจำนวน 3 ครัวเรือน แต่ยังไม่ตั้งเป็นหมู่บ้าน และเมื่อมีคนมาอยู่เพิ่มขึ้นจึงมีการตั้งบ้านตามสถานที่สำคัญคือบ้านกู่สันตรัตน์เพราะตั้งอยู่ใกล้กับกู่สันตรัตน์ ปัจจุบัน มีผู้นำคือ กำนันถิน ปะนาตา มี 61 ครัวเรือน และอาชีพหลักของชาวบ้านก็คืออาชีพทำนา อาชีพรอง ก็คือรับจ้างทั่วไป และเลี้ยงสัตว์เป็นบางส่วน

   องค์ประกอบส่วนต่าง ๆ ของกู่สันตรัตน์   



          กำแพงแก้ว   ก่อด้วยศิลาแลงมีลักษณะเป็นกรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีทางออกทางเดียวด้านทิศตะวันออกคือทางด้านซุ้มประตูหรือโคปุระ ลักษณะของกำแพงมีความสูงประมาณ 1-2 เมตร และมีฐานรองรับกำแพงด้วย

          ซุ้มประตู หรือโคปุระ  อยู่ตรงกลางของกำแพงแก้วทางด้าน ทิศตะวันออกเป็นอาคารก่อด้วยศิลาแลงมีฐานเตี้ยแผนผังรูปกากบาด โดยมีห้องกลางเป็นห้องโถงใหญ่และมีห้องเล็กอยู่ที่ปีกทั้ง 2 ช้าง คือด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้
           ห้องทางด้านทิศเหนือและทิศใต้   ซึ่งมีทางเดินออกจากห้องกลางแต่ไม่มีหลังคาเพราะคงหักพังทะลายลงมาแล้ว แต่จากโครงสร้างที่เหลือสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นหลังคาก่อเหลื่อมโค้งขึ้นไป
          • บรรณาลัย  อยู่ด้านในของกำแพงแก้ว ตั้งอยู่บริเวณมุมด้าน ทิศตะวันออกเฉียงใต้มีแผนผังเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลงส่วนบนของผนังมีการเจาะเป็นช่องหน้าต่างขนาดเล็ก
องค์ปราสาทด้านหน้า
       • องค์ปราสาท  เป็นปราสาทขนาดย่อมๆ ตั้งอยู่ตรงกลางของกำแพงแก้วเป็นปราสวาทก่อด้วยศิลาแลงมีขนาดความกว้าง 7 เมตร ยาว 8 เมตร แผนผังเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตตุรัสย่อมุมและมีมุขต่อยื่นออกมาด้านหน้า ทางด้านทิศตะวันออกที่ใช้เป็นช่องทางเข้าสู่ห้องครรภคฤหะ
องค์ปราสาทด้านหลัง

          ห้องครรภคฤหะ  ห้องครรภคฤหะอยู่ตรงกลางของปราสาทประทานภายในห้องครรภฤหะภายในพบแท่นรูปเคารพทรงสี่เหลี่ยม 3 ช่องเรียงกันซึ่งแท่นรูปเคารพลักษณะนี้ พบกันโดยทั่วไปในศาสนสถานประจำ อโรคยาศาล สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อาทิกู่บ้านเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคามเป็นต้น เข้าใจว่าแต่เดิมคงใช้ประดิษฐ์ฐานรูปเคารพ 3 องค์ บนแท่นฐานเดียวกันนี้เพื่อให้เป็นพระประทานดังกล่าว
         ลานศิลาแลง  ทางด้านหน้าขององค์ปราสาทจะเป็นลานศิลาแลง ก่อเป็นชาลา ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมขนาด 6.8 เมตร ต่อเชื่อมคล้ายทางเดินไปยังโคปุระ โดย มีร่องรอยการเจาะหลุมเสาอยู่ที่มุมทั้ง 4 ด้าน ซึ่งสอดคล้องกับการเจาะรอยสกัด บนหน้าบันของมุขปราสาทประธาน และจากการพบเศษกระเบื้อง มุงหลังคาจำนวนมากจากการขุดแต่ง จึงสันนิฐานได้ว่าแต่เดิมอาคารนี้คงเป็นอาคารแบบหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องเพื่อใช้ประกอบกิจกรรมทางศาสนา ก่อนเข้าสู่องค์ปราสาทประธาน แต่ปัจจุบันยังคงมีแต่ลานศิลาแลงเท่านั้น
          ประตูหลอก ทางด้านทิศเหนือทิศใต้และทิศตะวันออกของปราสาทประธาน จะเป็นประตูหลอกซึ่งประตูที่แท้จริงจะอยู่ทางด้านทิศตะวันออก
การเดินทาง
        ใช้เส้นทางหมายเลข 2040 ผ่านอำเภอแกดำ อำเภอวาปีปทุม เลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหมายเลข 2045 (เข้าอำเภอนาดูน) ประมาณ 1 กิโลเมตรจะอยู่ทางขวามือ

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น